5 หนุ่มนักปั่นอาชีพ ดีกรีแชมป์โลก ที่ยิ่งมองเท่าไหร่ก็ยิ่งหล่อ

2-Alexander Kristoff

ด้วยความที่มันสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลา เราจึงเห็นผู้คนในหลาย ๆ ประเทศใช้จักรยานกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นการขี่ไปทำงาน ขี่ไปเรียน ขี่ไปซื้อของใกล้บ้าน คือ ใช้มันไปที่ไหนก็ได้ตามใจอยาก และประโยชน์ของมันก็มีมากมายแบบชนิดที่ว่ามีการทดลองและค้นคว้าวิจัยกันอย่างจริงจัง อย่าง ช่วยให้ประสิทธิภาพในการนอนดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของสมอง หรือแม้แต่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะใช้เพื่อทุ่นแรงในชีวิตประจำวันและออกกำลังกาย แต่จะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ตั้งใจฝึกฝนการปั่นอย่างจริงจัง เพื่อไปคว้าแชมป์ในการแข่งขันระดับประเทศหรือระดับโลก อย่างหนุ่มนักปั่นอาชีพ ดีกรีแชมป์โลก ที่ยิ่งมองเท่าไหร่ก็ยิ่งหล่อทั้ง 5 คนที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้

  1.  เกอเรนท์ โทมัส (Geraint Thomas)

1-Geraint Thomas

การแข่งขันที่ดูเหมือนจะเป็นปีทองของโทมัสก็คงเป็นช่วงปี 2015 ที่เขาทำผลงานคว้าแชมป์ Volta ao Algarve และแชมป์สนามคลาสสิครายการแรกของชีวิตใน E3 Harelbeke โดยใช้ศาสตร์แห่งการปั่นแบบทีมเปอร์ซูตเพื่อที่จะเอาชนะปีเตอร์ ซากาน (Tinkoff) และชเน็ค สตีบาร์ (EQS) ในช่วง 4 กิโลเมตรสุดท้าย จนทำไปสำเร็จ ถ้าจะเปรียบว่านักปั่นหนุ่มหล่อคนนี้มีฝีมือเทียบเคียงคล้ายใครมากที่สุดในแวดวงก็คงเห็นจะเป็นยอดนักปั่นอย่าง แบรดลีย์ วิกกินส์ ที่มีดีกรีคว้าแชมป์หลายรายการทั้งระดับประเทศและระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น การคว้าแชมป์สนามลู่, แชมป์ TDF, แชมป์โอลิมปิก TT และแชมป์โลก TT เป็นต้น

  1.  อเล็กซานเดอร์ คริสทอฟ (Alexander Kristoff)

2-Alexander Kristoff

มาต่อกันที่ นักปั่นน่องเหล็กชาวนอร์เวย์ที่อยู่สังกัด ยูเออี ทีม เอมิเรตส์ ผู้นี้คือ คริสทอฟ มากับผลงานชัยชนะอันยอดเยี่ยมจาก Tour of Flanders ด้วยการเอาชนะคู่แข่งด้วยจังหวะที่เร็วมากขึ้นในช่วงขึ้นเนินคัดตัว พร้อมเข้าเส้นชัยที่ก่อนหน้านี้ตีคู่มากับ นิกี้ เทิร์ปสตรา ในขณะเดียวกันเขาก็เคยคว้ารางวัลในการแข่งขันจักรยานประจำปี ไปพร้อมกันถึง 2 รายการ คือรางวัล Milan-San Remo และรางวัล Tour of Flanders เรียกได้ว่าเป็นแชมป์คลาสสิคระดับ Monument

  1.  เอียน สแตนนาร์ด (Ian Stannard)

3-Ian Stannard

เรียกได้ว่าเป็นชัยชนะในรอบ 10 ปีที่น่าทึ่ง สำหรับ เอียน สแตนนาร์ด อีกนักปั่นหนุ่มหล่อชาวอังกฤษ ที่สร้างผลงานคว้าแชมป์ในรายการคลาสสิคสนามแรกของปี Omloop Het Nieuwsblad ด้วยการคว้ารางวัลถึง 2 ปีซ้อน เขาสามารถการเอาชนะแบบเหนือชั้นขึ้นแซงแบบหลุดกลุ่มจาก 3 นักปั่น ในขณะนั้นก็คือ แวนเดนเบิร์ก โบเน็น และเทิรป์สตรา ด้วยสกิลส่วนตัวทำให้เขาเอาชนะในโค้ง 5 กิโลเมตรสุดท้ายไปได้อย่างน่าทึ่ง หากดูจากคลิปที่ถูกบันทึกในการแข่งครั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็นชัยชนะที่น่าทึ่งที่เจ้าตัวก็แทบจะไม่ว่าเชื่อตัวเองจะคว้าแชมป์ในการแข่งขันครั้งนี้ได้

  1.  เอสเตบาน ชาเวซ (Esteban Chaves)

4-Esteban Chaves

ถือว่าเป็นนักปั่นชาวโคลอมเบีย ที่ชำนาญทางด้านการปั่นขึ้นเขาเลยก็ว่าได้ กับ ชาเวซ ในอดีตเขาทำผลงานได้เหนือความคาดหมายมาก ด้วยคว้าแชมป์ถึงสองสเตจ และจบการแข่งขันด้วยอันดับ 5 Overall แถมยังปิดฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์รายการ Abu Dhabi Tour หากถามถึงลีลาการแข่งว่าจะดุเดือดขนาดไหนก็สามารถเสิร์จหาชื่อเขาได้ผ่านแพลตฟอร์มคลิปวิดิโอได้เลย ซึ่งสไตล์การแข่งของเขานั้นก็คลับคล้ายคลับคลาคอนทาดอร์อยู่เหมือนกัน เชื่อว่าแฟน ๆ ของทั้ง 2 ก็น่าจะชอบเขาอย่างแน่นอน

  1.  เทย์เลอร์ ฟินนีย์ (Taylor Phinney)

5-Taylor Phinney

คนสุดท้าย คงเป็นรางวัลแบบผสมกันแบบที่เรียกว่า หนุ่มนักปั่นมาดดีที่คัมแบ็กในโลกแห่งกีฬาจักรยาน จะดีกว่า เพราะการกลับมาของ เทย์เลอร์ ฟินนีย์ ทำให้แฟน ๆ ต้องดีใจอีกครั้ง ด้วยการผงาดคว้าอันดับสามในสเตจ 1 ในรายการ Tour of Utah ตามมาด้วยคว้าแชมป์สเตจ 1 ในรายการ ยูเอสเอ โปร ชาเลนจ์ ด้วยการเบรอคเวย์ออกมาจากกลุ่มตัวเต็งในช่วงสุดท้ายของการแข่ง หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเขาเคยประสบอุบัติเหตุระหว่างการเข้าแข่งขันชิงแชมป์เสือหมอบอเมริกา เป็นเหตุทำให้กระดูกที่ขาหักออกเป็นสองท่อน จนทำให้แฟน ๆ คิดไปว่าเขาคงอาจกลับมาแข่งไม่ได้อีก แต่เขาใช้เวลาการพักฟื้นเพียง 15 เดือนเท่านั้น การกลับมาของเขาก็ทำให้แฟน ๆ พอจะคลายหายคิดถึงไปได้บ้าง

นอกจากความหล่อที่มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อแล้ว หนุ่มหล่อนักปั่นมืออาชีพทั้ง 5 คนนี้ ยังส่งต่อแรงบันดาลใจดี ๆ ให้กับผู้ที่มีใจรักในกีฬาอย่างการปั่นจักรยานแล้วอยากไปถึงฝั่งฝันด้วยการคว้าแชมป์ในระดับประเทศหรือระดับโลกได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยากปั่นจักรยานเพื่อทำตามความฝันไปสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ต้องการปั่นเพื่อให้ร่างกายได้ออกกำลังกาย หรือ ปั่นเพื่อทุ่นแรงแทนการเดิน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้แน่ ๆ จากการปั่นจักรยาน คือการมีสุขภาพทั้งกายและใจที่แข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม


นี่คือหน้าตา จักรยานแบบ Custom ที่ว่ากันว่าน้ำหนักเบาที่สุดในโลก

นี่คือหน้าตา จักรยานแบบ Custom ที่ว่ากันว่าน้ำหนักเบาที่สุดในโลก

คงถูกใจนักปั่นสายเบาเป็นแน่ เพราะสิ่งที่เรากำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ คือรายละเอียดของ “จักรยานที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก” น้ำหนักของจักรยานก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่หลายคนคำนึงก่อนที่จะเลือกซื้อ มันก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละคนว่าชอบสไตล์แบบไหน เพราะมันต่างกันที่แรงต้านและความเฉื่อย ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องน้ำหนักของตัวเครื่องแล้ว ทำให้นึกถึงคำพูดที่เขาว่ากันว่า “ยิ่งเบาจะยิ่งแพง” คือ ยิ่งมีน้ำหนักเบามากเท่าไหร่ ก็ต้องแลกกับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายไปมากเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่เราจะพูดถึงเสียทีเดียว เพราะนอกจากราคาที่เราจะมาหาคำตอบว่ายิ่งเบายิ่งแพงจริงหรือ ก็มาดูกันก่อนว่ามีกลไกอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้เสือหมอบคันนี้มีน้ำหนักเพียง 2.7 กิโลกรัม จนเรียกได้ว่าเป็นจักรยานที่เบาที่สุดในโลก!

โดยปกติแล้วน้ำหนัก 5-6 กิโลกรัม นั้นก็ถือว่าเบามาก ๆ แล้วสำหรับจักรยานเสือหมอบ แต่คันที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ มีน้ำหนัก 2.7 กิโลกรัม เท่านั้น สิ่งนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยถ้ามนุษย์หยุดคิดและไม่สนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จักรยานคันที่ว่านี้เกิดจากความตื่นตัวของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่หยุดคิดที่จะพัฒนาให้ 2 ล้อมันจบอยู่แค่เท่านี้ พวกเขาได้สรรหาและนำระบบของเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาต่อยอดในสิ่งที่ชอบ แม้ว่าบางคนอาจมีคำถามในใจเกิดขึ้นอยู่บ้างว่า ทำให้จักรยาน 2 ล้อมีน้ำหนักเบามาก ๆ แล้วมีประโยชน์อย่างไร นี่แหละคือการต่อยอดทางความคิดชั้นดี ที่ทำให้คนธรรมดาอย่างเรา ๆ จับต้องกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ในทุกยุคทุกสมัย

แม้ว่าสุดท้ายเสือหมอบคันนี้จะถูกขายแยกส่วนไปแล้วในปี 2010 ถึงจะผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นตำนานในวงการ Weight Weenies อยู่ดี กับช่างมือโปรที่ Custom ทำให้จักรยานมีน้ำหนักเพียง 3.2 กิโลกรัม เรียกได้ว่าเบามาก ๆ สำหรับจักรยานเสือหมอบ ช่างมือโปรผู้นี้มีชื่อว่า Gunter Mai เป็นชายชาวเยอรมัน ผู้ที่ไม่หยุดความคิดที่จะพัฒนาหาทุกวิถีทาง ที่จะทำให้เสือหมอบของตัวเองมีน้ำหนักเบาที่สุด ภายใต้งบประมาณและความสามารถที่มี

ในที่สุดก็กลับมาคืนชีพอีกครั้งกับเสือหมอบคันใหม่ที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก จากชายคนหนึ่งในรัฐโคโรลาโด ที่ได้นำเฟรม Custom ของช่างชาวเยอรมันคนเดิมที่เคยใช้ ไปให้ช่างประกอบจักรยานคนใหม่มากประสบการณ์ นามว่า Jason Woznick จากร้าน Fairwheel Bikes ในรัฐแอริโซน่า พร้อมกับความร่วมมือระหว่างช่างมือหนึ่งในวงการจากหลายบริษัท จัดการเปลี่ยนโฉมประกอบใหม่ทั้งหมด จนในที่สุดก็ได้ทำลายสถิติเก่าไปด้วยน้ำหนักเพียง 2.7 กิโลกรัม หากถามถึงราคานั้นไม่สามารถตีเป็นมูลค่าได้ เพราะชิ้นส่วนเป็นแบบสั่งทำพิเศษ ไม่มีการวางจำหน่ายแบบปกติ แต่ถ้าให้เดาก็ราคาก็น่าจะสาหัสอยู่เหมือนกัน และทั้งหมดนี้ก็คือความเป็นมาของจักรยานเสือหมอบทำมือที่มีน้ำหนักเบามากและเบาที่สุดในโลก

ref

  1.  https://www.redbull.com/th-th/check-out-the-worlds-lightest-custom-road-bike
  2.  https://www.duckingtiger.com/the-lightest-road-bike-ever/